ลักษณะภูมิประเทศ

ลักษณะภูมิประเทศ

พื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นทิวเขาสูงสลับซับซ้อน และยังคงเป็นป่าไม้ตามธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ โดยมีเนื้อที่ป่าไม้ ประมาณ 11,104.4464 ตารางกิโลเมตร (หรือประมาณ 6,940,279 ไร่2) คิดเป็นร้อยละ 87.5658 ของเนื้อที่จังหวัด มีทิวเขาเรียงตามแนวทิศเหนือ–ใต้ขนานกัน มีทิวเขาที่สำคัญ คือ ทิวเขาแดนลาว อยู่ทางตอนเหนือสุดของจังหวัด เป็นแนวแบ่งเขตแดนประเทศไทยกับประเทศเมียนมา และทิวเขาถนนธงชัย ซึ่งประกอบด้วยทิวเขาเรียงกัน 3 แนว คือ ทิวเขาถนนธงชัยตะวันตก เป็นแนวเขตแดนไทย – ประเทศเมียนมา ทิวเขาถนนธงชัยกลางอยู่ระหว่างแม่น้ำยวมและแม่น้ำแม่แจ่ม และทิวเขาถนนธงชัยตะวันออก อยู่ทางทิศตะวันออกของจังหวัด เป็นแนวแบ่งเขตระหว่างจังหวัดแม่ฮ่องสอนกับจังหวัดเชียงใหม่ ยอดเขาที่สูงที่สุด คือ ยอดเขาแม่ยะ อยู่บริเวณทิวเขาถนนธงชัยตะวันออก ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดในเขตอำเภอปาย ซึ่งสูงจากระดับน้ำทะเล ประมาณ 2,005 เมตร พื้นที่ราบที่มีจำกัดเพียง 211,413 ไร่ หรือร้อยละ 2.6 ของพื้นที่จังหวัด บริเวณอำเภอแม่สะเรียง บริเวณอำเภอขุนยวมและบริเวณอำเภอปาย

สภาพลุ่มน้ำ

สภาพลุ่มน้ำ

พื้นที่ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีพื้นที่ตั้งอยู่ในเขตลุ่มน้ำสาละวิน 12,643.52 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 99.10 ของพื้นที่จังหวัด และมีพื้นที่ตั้งอยู่ในเขตลุ่มน้ำปิง 123.75 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 0.97 ของพื้นที่จังหวัด มีรายละเอียด ดังนี้

(1) ลุ่มน้ำสาละวิน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศไทย มีพื้นที่ลุ่มน้ำรวมทั้งสิ้น 19,103.50 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ใน 4 จังหวัด โดยพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตจังหวัดแม่ฮ่องสอน  พื้นที่บางส่วนของจังหวัดตากและเชียงใหม่ และในจังหวัดกำแพงเพชรมีพื้นที่เพียงเล็กน้อย ลักษณะภูมิประเทศของลุ่มน้ำส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาสูงชัน คดเคี้ยว มีแนวต่อมาจากเทือกเขาหิมาลัย มีความต่างระดับมาก จากบริเวณปากแม่น้ำซึ่งมีความสูงประมาณ 200 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง จนถึงยอดเขาแม่ยะมีความสูง 2,005 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ลักษณะภูมิประเทศที่ซับซ้อนนี้ ก่อให้เกิดลุ่มน้ำย่อยที่มีความแตกต่างกัน ทั้งลักษณะลุ่มน้ำและทิศทางการไหลของแม่น้ำสายหลัก  ลำน้ำสายหลัก ได้แก่ แม่น้ำปาย ซึ่งมีต้นกำเนินจากเทือกเขาแดนลาว ลำน้ำเมยซึ่งมีต้นกำเนิดจากเทือกเขากั้นเขตแดนไทย-สหภาพพม่า แม่น้ำยวมซึ่งมีต้นกำเนินจากเทือกเขาแดนลาวอำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน ลำน้ำสาขาของแม่น้ำยวมได้แก่ แม่น้ำปอน และน้ำแม่ละหลวง

ลุ่มน้ำสาละวินแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 กลุ่มลุ่มน้ำสาขา / 17 ลุ่มน้ำสาขา ได้แก่ 

  1. กลุ่มลุ่มน้ำสาขาปาย ประกอบด้วยลุ่มน้ำสาขา 6 ลุ่มน้ำ ได้แก่ แม่น้ำปายตอนบน ห้วยแม่สา น้ำของ น้ำแม่ปายตอนล่าง น้ำแม่ละมาด และน้ำแม่สุริน 
  2. กลุ่มลุ่มน้ำสาขายวม ประกอบด้วยลุ่มน้ำสาขา 6 ลุ่มน้ำ ได้แก่ แม่น้ำยวมตอนบน น้ำแม่ลาหลวง แม่น้ำยวมตอนล่าง น้ำแม่สะเรียง น้ำแม่ริด และน้ำแม่เงา 
  3. กลุ่มลุ่มน้ำสาขาสาละวิน ประกอบด้วยลุ่มน้ำสาขา 2 ลุ่มน้ำ ได้แก่ แม่น้ำสาละวินตอนบน และน้ำแม่แงะ 
  4. กลุ่มลุ่มน้ำสาขาเมย ประกอบด้วยลุ่มน้ำสาขา 3 ลุ่มน้ำ ได้แก่ แม่น้ำเมยตอนบน ห้วยแม่ละเมา และแม่น้ำเมยตอนล่าง

จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีพื้นที่ในเขตลุ่มน้ำสาละวิน 12,643.52 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 99.10 ของพื้นที่จังหวัด และร้อยละ 66.18 ของพื้นที่ในลุ่มน้ำสาละวิน และอยู่ใน 3 กลุ่มลุ่มน้ำสาขา ดังนี้

  1. กลุ่มลุ่มน้ำสาขาปาย อยู่บริเวณตอนบนของลุ่มน้ำสาละวิน ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนและเชียงใหม่ มีพื้นที่ลุ่มน้ำรวม 6,233.08 ตารางกิโลเมตร อยู่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน 5,101.64 ตารางกิโลเมตร ลักษณะพื้นที่เป็นภูเขาสูง มีที่ราบลุ่มน้ำมีพื้นที่ไม่ใหญ่มากนักอยู่บริเวณอำเภอปายและเมืองแม่ฮ่องสอน แม่น้ำปาย มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาดอยลิถี และดอยธาตุ ซึ่งเป็นเส้นกั้นพรมแดนประเทศไทย และประเทศสหภาพพม่า ในเขตอำเภอปาย มีทิศทางไหลจากทางทิศเหนือลงมาทิศใต้ แล้วไหลจากทิศตะวันออกไปทางทิศตะวันตก ผ่านจังหวัดแม่ฮ่องสอน และออกจากเขตประเทศไทย ที่บ้านน้ำเพียงดิน อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ซึ่งอยู่ห่างจากจุดบรรจบกับแม่น้ำสาละวิน ในเขตประเทศสหภาพพม่า ประมาณ 60 กิโลเมตร รวมความยาวของลำน้ำโดยประมาณ 230 กิโลเมตร ความยาวลำน้ำในเขตประเทศไทยประมาณ 180 กิโลเมตร  ลำน้ำสาขาที่สำคัญของแม่น้ำปาย ได้แก่ ห้วยแม่สา น้ำของ น้ำแม่สะง่า น้ำแม่สุริน และน้ำแม่สะมาด เป็นต้น
  2. กลุ่มลุ่มน้ำสาขายวม อยู่บริเวณตอนกลางฝั่งตะวันออกของลุ่มน้ำสาละวิน ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนและตาก มีพื้นที่ลุ่มน้ำรวม 6,084.61 ตารางกิโลเมตร มีพื้นที่อยู่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน 5,649.35 ตารางกิโลเมตร แม่น้ำยวมมีต้นกำเนิดจากเทือกเขาดอยประตูเวียง และดอยน้ำพอง ในเขตอำเภอขุนยวม แม่น้ำมีทิศทางไหลจากเหนือลงใต้ แม่น้ำยวม ไหลผ่านอำเภอขุนยวม แม่ลาน้อย และแม่สะเรียง เมื่อบรรจบกับน้ำแม่เงาที่บ้านสบเงา แล้วมีทิศทางไหลไปทางตะวันตกลงสู่แม่น้ำเมย ก่อนถึงจุดบรรจบแม่น้ำเมยและแม่น้ำสาละวินเล็กน้อย ลักษณะภูมิประเทศมีลักษณะเรียวยาวในแนวเหนือ-ใต้ เทือกเขาด้านตะวันออกเป็นเส้นกั้นระหว่างกลุ่มลุ่มน้ำสาขายวม และลุ่มน้ำแม่แจ่ม ซึ่งเป็นลุ่มน้ำสาขาของแม่น้ำปิง แม่น้ำยวมมีความยาวลำน้ำประมาณ 240 กิโลเมตร ลำน้ำสาขาที่สำคัญ ของแม่น้ำยวม ได้แก่ น้ำแม่ลาก๊ะ น้ำแม่ลาหลวง น้ำแม่สะเรียง น้ำแม่ริด และน้ำแม่เงา 
  3. กลุ่มลุ่มน้ำสาขาสาละวิน อยู่บริเวณตอนกลางฝั่งตะวันตกของลุ่มน้ำสาละวิน มีพื้นที่ลุ่มน้ำ 1,892.57 ตารางกิโลเมตร ลักษณะภูมิประเทศมีลักษณะเรียวยาวในแนวเหนือ-ใต้ ลักษณะพื้นที่เป็นภูเขาสลับซับซ้อน อยู่ในเขตอำเภอแม่สะเรียง และสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีลำน้ำสาขาที่สำคัญคือ แม่น้ำแงะ ไหลจากเหนือลงใต้ 

(2) ลุ่มน้ำปิง ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของประเทศไทย มีพื้นที่ลุ่มน้ำรวมทั้งสิ้น 34,536.83 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ใน 9 จังหวัด พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ตาก และกำแพงเพชร พื้นที่บางส่วนของจังหวัดนครสวรรค์ และในจังหวัดแม่ฮ่องสอน สุโขทัย ลำปาง เชียงราย มีพื้นที่เพียงเล็กน้อย แม่น้ำปิงมีต้นกำเนิดในทิวเขาผีปันน้ำในเขตอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ไหลจากทิศเหนือลงมาทางทิศใต้ผ่านพื้นที่ในเขตจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ตาก มาบรรจบกับแม่น้ำวังที่จังหวัดตาก และไหลผ่านจังหวัดกำแพงเพชรไปบรรจบกับแม่น้ำน่านที่ปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ มีความยาวทั้งสิ้น 740 กิโลเมตร ลำน้ำสาขาที่สำคัญได้แก่ แม่แตง แม่งัด แม่กวง แม่ขาน แม่แจ่ม รวมทั้งแม่น้ำวังซึ่งเป็นสาขาหลักที่ใหญ่ที่สุดด้วย

ลุ่มน้ำปิงแบ่งพื้นที่ออกเป็น 20 ลุ่มน้ำสาขา ได้แก่ แม่น้ำปิงตอนบน น้ำแม่งัด แม่น้ำแม่แตง แม่น้ำปิงส่วนที่ 2 น้ำแม่ริม น้ำแม่กวง น้ำแม่งาน น้ำแม่ลี้ น้ำแม่กลาง แม่น้ำปิงส่วนที่ 3 น้ำแม่แจ่มตอนบน น้ำแม่แจ่มตอนล่าง น้ำแม่หาด น้ำแม่ตื่น แม่น้ำปิงส่วนที่ 4 ห้วยแม่ท้อ คลองวังเจ้า คลองแม่ระกา คลองสวนหมาก และแม่น้ำปิงตอนล่าง

จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีพื้นที่ในเขตลุ่มน้ำปิง 123.75 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 0.97 ของพื้นที่จังหวัด และร้อยละ 0.36 ของพื้นที่ในลุ่มน้ำปิง และในพื้นที่ลุ่มน้ำสาขาของลุ่มน้ำปิง 5 ลุ่มน้ำสาขา ได้แก่ แม่น้ำแม่แตง น้ำแม่ริม น้ำแม่งาน น้ำแม่แจ่มตอนบน และน้ำแม่แจ่มตอนล่าง 

ชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ

ชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ

พื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1A (ป่าต้นน้ำลำธาร ห้ามมีการใช้ประโยชน์อย่างอื่น) และพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 2 (ทำเหมืองแร่ สวนยางพารา หรือพืชที่มีความมั่นคงต่อเศษฐกิจ)  มีพื้นที่ 11,543.93 ตารางกิโลเมตร (7,214,956.08 ไร่) คิดเป็นร้อยละ 90.32 ของพื้นที่จังหวัด

พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1A

  • พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 หมายถึง พื้นที่ภายในลุ่มน้ำที่ควรจะต้องสงวนรักษาไว้เป็นต้นน้ำลำธารโดยเฉพาะซึ่งมีองค์ประกอบร่วมกัน คือ เป็นพื้นที่สูง หรือบริเวณที่อยู่ตอนบนของลุ่มน้ำที่จำเป็นต้องอนุรักษ์ไว้เป็นต้นน้ำลำธาร เนื่องจากมีลักษณะและสมบัติที่อาจมีผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากการเปลี่ยนแปลงใช้ที่ดินได้ง่าย และรุนแรง ส่วนมากเป็นเทือกเขาที่เต็มไปด้วย หุบเขา หน้าผา ยอดเขาแหลม และ/หรือร่องน้ำจำนวนมาก ซึ่งปกคลุมหรือเคยปกคลุมด้วยป่าดงดิน ป่าดิบเขา หรือป่าสนเขา และ/หรือป่าชนิดอื่น ๆ ส่วนใหญ่มีความลาดชันโดยเฉลี่ยของพื้นที่ตั้งแต่ 60 เปอร์เซนต์ขึ้นไป และมีลักษณะทางธรณีวิทยาที่ประกอบด้วยหิน ซึ่งให้กำเนิดดินที่ง่ายต่อการพังทลายพื้นที่ต้นน้ำลำธารที่ยังมี สภาพป่าสมบูรณ์ โดยมีการแบ่งออกเป็น 2 ระดับชั้นย่อย คือ พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1A ได้แก่ พื้นที่ต้นน้ำลำธารที่ยังมีสภาพป่าสมบูรณ์ และพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1B เป็นพื้นที่ที่สภาพป่าส่วนใหญ่ได้ถูกทำลาย ดัดแปลง หรือเปลี่ยนแปลงเพื่อการพัฒนาหรือการใช้ที่ดินรูปแบบอื่นก่อน พ.ศ. 2525
  • มาตรการการใช้ที่ดินในพื้นที่ลุ่มน้ำ ชั้นที่ 1A สรุปได้ว่า มติคณะรัฐมนตรีห้ามมิให้มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะพื้นที่ป่าไม้เป็นรูปแบบอื่นอย่างเด็ดขาดทุกกรณี ทั้งนี้เพื่อรักษาไว้เป็นพื้นที่ต้นน้ำ และมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2532 เรื่อง ขอผ่อนผันใช้พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1A, เพื่อก่อสร้างทางเพื่อความมั่นคง คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติผ่อนผันให้กระทรวงคมนาคม (กรมทางหลวง) ใช้พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1A, ก่อสร้างทางเพื่อความมั่นคงในพื้นที่กองทัพภาคที่ 3 จำนวน 3 เส้นทาง โดยยกเว้นไม่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2519 เป็นกรณีพิเศษเฉพาะราย ต่อไปจะไม่อนุมัติให้ส่วนราชการหรือหน่วยงานใช้พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1A, อีกไม่ว่ากรณีใด

พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 2

  • พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 2 หมายถึง พื้นที่ภายในลุ่มน้ำ ซึ่งมีคุณภาพเหมาะสมต่อการเป็นต้นน้ำลำธารในระดับรองลงมาและสามารถนำ มาใช้ประโยชน์เพื่อกิจการที่สำคัญ เช่น การทำไม้และเหมืองแร่ เป็นต้น ซึ่งมีองค์ประกอบร่วมกัน คือ เป็นพื้นที่ภูเขาสูงที่มีลักษณะสันเขามนและความกว้างไม่มากนัก หรือเป็นบริเวณลาดเขาที่มีแนวลาดเทยาวปานกลาง มีร่องน้ำค่อนข้างกว้าง มีป่าดงดิบที่ถูกแผ้วถาง หรือเป็นป่าเสื่อมสภาพปกคลุม แต่ส่วนใหญ่เป็นป่าเบญจพรรณ และ/หรือ หรือป่าเต็งรัง มีความลาดชันของพื้นที่โดยเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 35-50 เปอร์เซนต์ มีลักษณะทางธรณีที่ประกอบด้วยหิน ซึ่งกำเนิดดินที่ง่ายต่อการถูกชะล้างพังทลาย และมีดินพื้นถึงลึกปานกลาง ความอุดมสมบูรณ์ต่ำถึงปานกลาง และมีสมรรถนะการพังทลายสูง
  • มาตรการการใช้ที่ดินในพื้นที่ลุ่มน้ำ ชั้นที่ 2 สรุปได้ว่า มติคณะรัฐมนตรีกำหนดให้ใช้พื้นที่ในกิจกรรมป่าไม้ เหมืองแร่ แต่ต้องควบคุมวิธีการปฏิบัติในการใช้ที่ดินอย่างเข้มงวดกวดขัน และการใช้ที่ดินเพื่อกิจกรรมทางด้านการเกษตรกรรม ควรหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด

ลักษณะภูมิอากาศ

ลักษณะภูมิอากาศ

ฤดู: จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีลักษณะอากาศแบบร้อนชื้น แบ่งออก 3 ฤดู ได้แก่

  1. ฤดูร้อน เริ่มช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์-กลางเดือนพฤษภาคม มีอากาศร้อนถึงร้อนจัดบางพื้นที่และมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้นโดยมีลักษณะฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรงและมีลูกเห็บตกได้บางพื้นที่ เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว จึงมีการยกตัวขึ้นของมวลอากาศ และอาจมีมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนแผ่ลงมาขณะที่มวลอากาศร้อนปกคลุมอยู่ ทำให้เกิดการปะทะกันของมวลอากาศร้อนและเย็น 
  2. ฤดูฝน เริ่มกลางเดือนพฤษภาคม-เดือนตุลาคม ได้รับอิทธิพลลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้และร่องมรสุมที่พาดผ่านบริเวณประเทศไทย
  3. ฤดูหนาว เริ่มเดือน ตุลาคม-กลางเดือนกุมภาพันธ์ ได้รับอิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงเหนือและความกดอากาศสูงหรือความอากาศเย็นจากประเทศจีน ลักษณะอากาศหนาวจัดบางพื้นที่

สถิติอุตุนิยมวิทยา: ตั้งแต่เริ่มต้นเก็บสถิติ (พ.ศ. 2494)

  1. สถิติอุณหภูมิ อุณหภูมิสูงสุด 44.6 องศาเซลเซียส เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2559 และอุณหภูมิต่ำสุด 3.9 องศาเซลเซียส เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2542 อุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุด 35.62 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุด 17.98 องศาเซียลเซียส
  2. สถิติความชื้นสัมพัทธ์ ความชื้นสัมพัทธ์สูงสุดเฉลี่ย ร้อยละ 96.99 และความชื้นสัมพัทธ์ต่ำสุดเฉลี่ย ร้อยละ 20
  3. สถิติปริมาณฝน ฝนทั้งปี 1,064.9 มิลลิเมตร ตกหนัก 24 ชั่วโมง ปริมาณ 130.4 มิลลิเมตร เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2511 และจำนวนวันที่ฝนตก 130 วัน

แผนที่

หมายเหตุ ภาพแผนที่ได้รับการสนับสนุนจากศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศภูมิศาสตร์ กองแผนและงบประมาณ องค์การบริหารส่วนจังหวัดแม่ฮ่องสอน